แชร์

ฮัดเช่ย! เสียงจามของเจ้าเหมียว สัญญาณสู่โรคหวัดแมว

อัพเดทล่าสุด: 11 ก.ค. 2024
โรคหวัดแมว หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Feline Upper Respiratory Infection (URI) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่พบได้บ่อยในแมว โดยเฉพาะในแมวที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น ในศูนย์พักพิงสัตว์ หรือฟาร์มเพาะพันธุ์ โรคนี้มีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มแมว

อาการของโรคหวัดแมว

แมวที่ป่วยด้วยโรคหวัดมักจะแสดงอาการคล้ายกับคนเป็นหวัด โดยอาการที่พบบ่อยได้แก่:
  • จาม และไอ
  • น้ำมูกไหล ซึ่งอาจใสหรือข้นเหลืองขึ้นอยู่กับระยะของโรค
  • น้ำตาไหล ตาแดง หรือตาอักเสบ
  • มีไข้
  • เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย ซึม
  • หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงดัง
  • แผลในปาก หรือลิ้น

ในบางกรณี แมวอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

สาเหตุของโรคหวัดแมว

โรคหวัดแมวมีสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อ โดยเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยได้แก่:
  • เชื้อไวรัส Feline Herpesvirus (FHV-1): เป็นสาเหตุหลักของโรคหวัดแมว โดยเฉพาะในลูกแมว
  • เชื้อไวรัส Feline Calicivirus (FCV): มักทำให้เกิดแผลในปากและลิ้น
  • เชื้อแบคทีเรีย Bordetella bronchiseptica: สามารถก่อโรคได้ทั้งในแมวและสุนัข
  • เชื้อแบคทีเรีย Chlamydophila felis: มักทำให้เกิดอาการตาอักเสบร่วมด้วย

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจทำให้แมวติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เช่น:
  • ความเครียด
  • สภาพแวดล้อมที่แออัด หรือสุขอนามัยไม่ดี
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ในลูกแมว หรือแมวสูงอายุ
  • โรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคไตวาย หรือโรคเบาหวาน



การวินิจฉัยโรคหวัดแมว

สัตวแพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดแมวจากอาการทางคลินิก ประวัติการสัมผัสกับแมวตัวอื่น และการตรวจร่างกาย ในบางกรณี อาจมีการเก็บตัวอย่างจากจมูกหรือตาเพื่อส่งตรวจหาเชื้อก่อโรค หรือการตรวจเลือดเพื่อดูการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน

การรักษาโรคหวัดแมว

การรักษาโรคหวัดแมวส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ และการประคับประคองให้แมวแข็งแรงขึ้น วิธีการรักษาที่พบบ่อยได้แก่:

  1. การให้ยาปฏิชีวนะ: แม้ว่าโรคหวัดแมวส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส แต่การให้ยาปฏิชีวนะอาจจำเป็นเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  2. การให้ยาลดไข้: ในกรณีที่แมวมีไข้สูง
  3. การให้สารน้ำ: เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในแมวที่ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ
  4. การทำความสะอาดตาและจมูก: เพื่อลดการสะสมของน้ำมูกและขี้ตา
  5. การใช้ยาหยอดตาหรือยาป้ายตา: ในกรณีที่มีอาการตาอักเสบร่วมด้วย
  6. การให้อาหารที่มีกลิ่นหอมและอุ่น: เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
  7. การพ่นละอองน้ำ: เพื่อช่วยให้ระบบทางเดินหายใจชุ่มชื้น และช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก
  8. การแยกแมวป่วยออกจากแมวตัวอื่น: เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ


ในกรณีที่แมวมีอาการรุนแรง อาจจำเป็นต้องรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน เพื่อให้สารน้ำทางเส้นเลือด และดูแลอย่างใกล้ชิด

การป้องกันโรคหวัดแมว
  1. การฉีดวัคซีน: วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสหลักที่ก่อโรคหวัดแมวได้ แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
  2. การรักษาสุขอนามัยที่ดี: ทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยของแมวอย่างสม่ำเสมอ
  3. การจัดการความเครียด: ลดปัจจัยที่ทำให้แมวเครียด เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างกะทันหัน
  4. การแยกแมวป่วย: หากพบว่าแมวมีอาการป่วย ควรแยกออกจากแมวตัวอื่นทันที
  5. การดูแลสุขภาพทั่วไป: ให้อาหารที่มีคุณภาพ ดูแลสุขภาพฟัน และพาไปตรวจสุขภาพประจำปี
  6. การควบคุมจำนวนแมว: หลีกเลี่ยงการเลี้ยงแมวจำนวนมากในพื้นที่จำกัด


ข้อควรระวัง

แม้ว่าโรคหวัดแมวจะไม่ติดต่อสู่คน แต่ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ควรระมัดระวังในการสัมผัสกับแมวที่ป่วยด้วยโรคหวัด

นอกจากนี้ หากแมวมีอาการไม่ดีขึ้นภายใน 7-10 วัน หรือมีอาการแย่ลง ควรพาไปพบสัตวแพทย์อีกครั้ง เนื่องจากอาจมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ปอดอักเสบ

บทสรุป

โรคหวัดแมวเป็นโรคติดเชื้อที่พบได้บ่อยในแมว แม้ว่าส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่ก็อาจเป็นอันตรายในแมวบางกลุ่ม เช่น ลูกแมว หรือแมวที่มีโรคประจำตัว การป้องกันโดยการฉีดวัคซีน การรักษาสุขอนามัยที่ดี และการดูแลสุขภาพทั่วไปของแมวเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค หากสงสัยว่าแมวของคุณอาจเป็นโรคหวัด ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม

อ้างอิง:

1. American Veterinary Medical Association. (2021). Feline Upper Respiratory Disease. Retrieved from https://www.avma.org/resources/pet-owners/petcare/feline-upper-respiratory-disease

2. Cornell Feline Health Center. (2018). Feline Upper Respiratory Disease Complex. Retrieved from https://www.vet.cornell.edu/departments-centers-and-institutes/cornell-feline-health-center/health-information/feline-health-topics/feline-upper-respiratory-disease-complex

3. International Cat Care. (2021). Cat Flu. Retrieved from https://icatcare.org/advice/cat-flu/

4. Lappin, M. R. (2014). Feline upper respiratory disease. In J. D. Bonagura & D. C. Twedt (Eds.), Kirk's Current Veterinary Therapy XV (pp. 1231-1235). Elsevier Saunders.

5. The Cat Clinic. (2022). Feline Upper Respiratory Infection. Retrieved from https://www.thecatclinic.com/feline-upper-respiratory-infection




บทความที่เกี่ยวข้อง
เห็บแมว: อันตรายที่มองไม่เห็น
เห็บเป็นปรสิตขนาดเล็กที่สร้างปัญหาใหญ่ให้กับแมวและเจ้าของได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเห็บในแมวอย่างละเอียด รวมถึงอันตรายที่เกิดจากเห็บ วิธีป้องกัน และการกำจัด เพื่อให้คุณสามารถดูแลน้องแมวสุดที่รักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
15 ส.ค. 2024
ทำหมันแมว: ทางเลือกที่ใช่ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของเจ้าเหมียว
เคยคิดไหมว่าการทำหมันแมวจะเปลี่ยนชีวิตแมวของคุณได้อย่างไร? นอกจากจะลดปัญหาการเกิดลูกแมวที่ไม่ได้วางแผนแล้ว การทำหมันยังช่วยส่งเสริมสุขภาพและพฤติกรรมที่ดีขึ้นในแมวของคุณด้วย มาดูกันว่าทำไมการทำหมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้!
1 ส.ค. 2024
ทำไมการทำหมันแมวตัวเมียถึงสำคัญ? ค้นหาคำตอบได้ที่นี่!
การทำหมันแมวตัวเมียไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหาลูกแมวจำนวนมากเกินไป แต่ยังมีผลดีต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเจ้าเหมียวอีกด้วย อ่านต่อเพื่อรู้จักกับขั้นตอนการทำหมันแมวตัวเมีย และการดูแลหลังผ่าตัดที่ควรรู้
2 ส.ค. 2024
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy