พิษสุนัขบ้าในแมว อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม!
โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) เป็นโรคร้ายแรงที่สามารถเกิดขึ้นได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด รวมถึงน้องแมวด้วยเช่นกัน โรคนี้มีสาเหตุมาจากไวรัสที่มีชื่อว่า Rabies virus ซึ่งสามารถติดต่อผ่านการถูกกัดหรือถูกข่วนจากสัตว์ที่ติดเชื้อ ความรุนแรงของโรคนี้อยู่ที่อาการที่เกิดขึ้นกับระบบประสาท และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต บทความนี้จะกล่าวถึงอาการที่แมวแสดงเมื่อเป็นโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุของการติดเชื้อ วิธีการป้องกัน และการรักษาโรคนี้
อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในแมว
อาการของโรคพิษสุนัขบ้าในแมวจะแสดงอาการดุร้ายมากกว่าสุนัข โดยอาการโรคพิษสุนัขบ้าในแมวสามารถแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก ได้แก่ ระยะฟูเรียส (furious stage) และระยะพาราลิติก (paralytic stage) ซึ่งแต่ละระยะมีลักษณะอาการที่แตกต่างกัน
1. ระยะฟูเรียส (Furious Stage):
- ลักษณะกายภาพที่เปลี่ยนไป: น้องแมวมีอาการพองขน กางอุ้งเล็บออก
- การเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรม: น้องแมวอาจมีอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว กังวลใจมากขึ้นหรือมีลักษณะหวาดระแวงเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ตลอดเวลา
- เสียงร้องเปลี่ยนไป: น้องแมวอาจมีเสียงร้องที่ผิดปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงมีอาการส่งเสียงดังเป็นพักๆ
- การเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกัน: น้องแมวอาจมีอาการเดินเซหรือเดินไม่ตรง
- การกัดหรือข่วนอย่างรุนแรง: น้องแมวอาจมีอาการกัดหรือข่วนโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้
2. ระยะพาราลิติก (Paralytic Stage):
ในระยะนี้จะสังเกตได้ยาก เนื่องจากน้องแมวจะแสดงอาการป่วยเหมือนสัตว์เป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคหวัด สุนัขหรือแมวจะหลบไปนอนในที่เงียบๆ ไม่แสดงอาการดุร้าย แต่อาการจะกำเริบมากขึ้น โดยสังเกตอาการได้ดังนี้ :
- อัมพาตบางส่วน: น้องแมวอาจมีอาการอัมพาตบางส่วน เช่น ขาหลังอ่อนแรง หรือมีปัญหาในการกลืน
- อาการน้ำลายไหล: น้องแมวอาจมีน้ำลายไหลมากกว่าปกติ
- การสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อ: น้องแมวอาจมีอาการกล้ามเนื้อสั่นหรือสูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อในบางส่วนของร่างกาย
สองระยะนี้ของโรคพิษสุนัขบ้าในแมวไม่จำเป็นต้องเกิดต่อเนื่องกัน แมวที่ติดเชื้ออาจแสดงอาการของระยะฟูเรียส (Furious Stage) หรือระยะพาราลิติก (Paralytic Stage) ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการพัฒนาของโรคในแมวแต่ละตัว โดยแมวบางตัวอาจแสดงอาการของระยะฟูเรียสเพียงอย่างเดียว ในขณะที่แมวตัวอื่นอาจแสดงอาการของระยะพาราลิติกเพียงอย่างเดียว หรืออาจมีอาการของทั้งสองระยะในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้าในแมว
สาเหตุหลักของโรคพิษสุนัขบ้ามาจากการติดเชื้อไวรัส Rabies virus ซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านการถูกกัดหรือถูกข่วนจากสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น สุนัข แมว และสัตว์ป่าอื่น ๆ เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายของแมว มันจะเดินทางไปยังสมองผ่านระบบประสาท และทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในแมว
การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในแมวเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโรคนี้ไม่มีการรักษาที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นการป้องกันโรคจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
- การฉีดวัคซีน: การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แมวเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด วัคซีนสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อและลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของโรค
- การควบคุมสัตว์เลี้ยง: ควรควบคุมการเข้าออกของแมวในบ้านหรือบริเวณที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้แมวไปสัมผัสกับสัตว์ที่อาจติดเชื้อ
- การสังเกตอาการ: ควรสังเกตพฤติกรรมและสุขภาพของแมวอย่างใกล้ชิด หากพบอาการผิดปกติควรนำแมวไปพบสัตวแพทย์ทันที
การรักษาโรคพิษสุนัขบ้าในแมว
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากแมวติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการดูแลตามอาการ และการป้องกันไม่ให้แพร่กระจายโรคไปยังสัตว์หรือคนอื่น ๆ ดังนั้นการป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนและการควบคุมการเข้าออกของแมวจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
บทสรุป
โรคพิษสุนัขบ้าในแมวเป็นโรคที่ร้ายแรงและอันตราย หากแมวติดเชื้อโรคนี้อาจทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การป้องกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนและการควบคุมการเข้าออกของแมวเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ดังนั้นเจ้าของแมวควรให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและคอยหมั่นสังเกตุอาการ รวมถึงดูแลสุขภาพของแมวที่คุณรักอย่างใกล้ชิด
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC)
- World Health Organization (WHO)
- American Veterinary Medical Association (AVMA)
- สำนักข่าวสุขภาพ สสส.